Mask

Mask

คำแนะนำในการใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่การกระจายของเชื้อไวรัสกรณีเกิดไวรัสมรณะจนมีผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อจำนวนมากที่จีน ฮ่องกง เวียดนามและ แพร่เข้าหลายประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ผู้โดยสารจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน คาดจมูกปิดปากป้องกันเชื้อโรคไวรัสมรณะ ที่กำลังระบาดทั่วโลก ดิ่งลำลงแตะรันเวย์ที่ดอนเมือง หลังเครื่อง จอดสนิทผู้โดยสารเที่ยวบินมีจำนวนทั้งสิ้น 221 คน ต่างเดินลงมาจากเครื่องในอาการที่เหมือนๆ กัน คือ ใช้หน้ากากผ้าสีขาวปิดปากปิดจมูก

Mask

คำแนะนำในการใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่การกระจายของเชื้อไวรัส

(1) เนื่องจากขนาดของไวรัส SARS ที่ แพร่กระจายจัดเป็นอนุภาคเล็กที่มีขนาด 5 ไมครอน ซึ่งพบในสารคัดหลั่งที่เกิดจากการไอ จาม หรือพูดเสียงดังมาก ผู้ติดเชื้อจะทำให้ไวรัสแพร่กระจายได้ในระยะ 3 ฟุต

 

(2) การป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส แนะ นำให้ใช้หน้ากาก 3M N95 8210 mask ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกรองอนุภาคได้ถึง 0.3 ไมครอน ข้อสำคัญคือเวลาใส่หน้ากาก ต้องให้กระชับกับใบหน้าพอดี และทดลองหายใจเข้าออกให้เกิดเป็นจังหวะหายใจตามปกติ อย่างไรก็ตามอาจใช้ surgical masks (green/blue) ซึ่งราคาถูกกว่าได้เช่นกัน เนื่องจากหน้ากากชนิดนี้สามารถกรองอนุภาคได้ 5 ไมครอน

 

(3) อาจพบปัญหาการใช้หน้ากากอนามัยชนิด N95 type ใน ผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด โรคปอดและทางเดินหายใจ และหญิงตั้งครรภ์ ทั้งนี้เนื่องจากลมหายใจผ่านเข้าออกได้ยากขึ้นเนื่องจากแรงต้านภายใน

 

(4) การใช้มือจับที่หน้ากาก อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ เนื่องจากไวรัสเกาะอยู่ที่บริเวณส่วนผิวนอกของหน้ากากแพร่เข้าสู่ทางเดินหายใจได้

 

(5) ล้างและฟอกมือด้วยน้ำสบู่ก่อนใส่หน้ากากทุกครั้ง

 

(6) สังเกตด้านนอกและด้านในของหน้ากากให้ชัดเจน

 

(7) ไม่นำหน้ากากที่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำเด็ดขาด

 

(8) พิจารณาใช้หน้ากากอนามัยเมื่อเห็นสมควร หรือ คิดว่ามีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไวรัส หรือในกรณีที่ไม่แน่ใจ หากแน่ใจว่าไม่มีโอกาสได้รับเชื้อไวรัส ไม่มีความจำเป็นต้องใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อแต่อย่างใด

 

(9) หน้ากากอนามัย N95 ออกแบบมาสำหรับผู้ใหญ่ หากนำมาให้เด็กใช้ ต้องให้การดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ

 

(10) ไม่แนะนำให้ใช้หน้ากากชนิดกระดาษ เนื่องจากไม่สามารถป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้

Read More
เครื่องดื่มเย็นสดชื่นใจ

เครื่องดื่มเย็นสดชื่นใจ

ช่วงปลายปีแบบนี้ เรามักจะเจอแต่งานปาร์ตี้สนุก ๆ สังสรรค์ส่งท้ายปีกันใช่ไหมล่ะคะ โดยเฉพาะสำหรับใครที่มักเป็นเจ้าภาพจัดงานปาร์ตี้ มีเพื่อน ๆ มาร่วมวงที่บ้านล่ะก็ เรื่องของกินและเครื่องดื่มเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยค่ะ โดยเฉพาะเครื่องดื่มสดชื่น ๆ สีสันสดใสที่เหมาะกับบรรยากาศปาร์ตี้แบบนี้ ขอแนะนำเป็น “น้ำเบอร์รีรวมโซดา” ทานได้ทุกวัย รสชาติถูกใจเพราะมีรสหวานซ่อนเปรี้ยว กินแล้วสดชื่นมาก ๆ เลยล่ะค่ะ

เย็นสดชื่นใจ ส่งท้ายปี น้ำเบอร์รีรวมโซดา

เครื่องดื่มเย็นสดชื่นใจ

ส่วนผสม

1 . สตรอว์เบอร์รี4 – 5ผล
2 . กีวี1ผล
3 . แอปเปิ้ลเขียว1/2ผล
4 . องุ่นไร้เมล็ด1พวง
5 . บลูเบอร์รี1/2ถ้วย
6 . น้ำเชื่อมรสสตรอว์เบอร์รีเข้มข้น1/2ถ้วย
7 . โซดาแช่เย็น4ถ้วย
8 . น้ำเปล่า1/2ถ้วย
9 . น้ำตาลทราย1/2ถ้วย
10. น้ำผึ้ง1/2ถ้วย
11. น้ำมะนาว1ถ้วย
12. เลมอน1ผล
13. ใบโรสแมรีหรือใบสะระแหน่
14. น้ำแข็ง1ถ้วย

วิธีทำ

1 . เตรียมหั่นผลไม้ (สตรอว์เบอร์รี กีวี แอปเปิ้ล บลูเบอร์รี องุ่น)ที่เตรียมไว้เป็นชิ้นเล็ก สำหรับใส่ในเครื่องดื่ม

เครื่องดื่มเย็นสดชื่นใจ

2 . จัดเตรียมชามผสม ใส่น้ำผึ้ง น้ำมะนาว น้ำตาล น้ำเลมอนเล็กน้อย และน้ำเชื่อมสตรอว์เบอร์รีเข้มข้น คนให้เข้ากัน

เครื่องดื่มเย็นสดชื่นใจ

3 . ใส่น้ำเปล่า และ โซดา ผสมตามลงไปในชามผสม

เครื่องดื่มเย็นสดชื่นใจ
4 . ใส่ผลไม้ที่หั่นเรียบร้อยแล้วลงไปในชามน้ำเบอร์รีรวมโซดา

เครื่องดื่มเย็นสดชื่นใจ
5 . ถ้าใครต้องการความหอมจากผลเลมอน ให้ฝานเป็นแผ่นบางใส่ตามลงไป
6 . ใส่น้ำแข็งลงไปคนกับน้ำเบอร์รีที่เตรียมไว้

เครื่องดื่มเย็นสดชื่นใจ
7 . ตักใส่แก้วปาร์ตี้ พร้อมตกแต่งด้วยใบโรสแมรี

เครื่องดื่มเย็นสดชื่นใจ

เครื่องดื่มเย็นสดชื่นใจ แก้วนี้มีประโยชน์จากนานาผลไม้
แม้จะเป็นเครื่องดื่มเย็นซ่า แต่ก็ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ บอกเลยว่าเมนูนี้อัดแน่นไปด้วยวิตามินและสารอาหารจากนานาผลไม้อย่าง “สตรอว์เบอร์รี” ที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสายตา การมองเห็นที่ดีขึ้น ลดริ้วรอยสำหรับผู้ที่มีอายุมากขึ้น “กีวี” ที่เป็นแหล่งของวิตามินซีสูง สร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ “บลูเบอร์รี” ดีต่อคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงสมอง และชะลอเซลล์มะเร็ง หรือแม้แต่ “แอปเปิ้ล” ช่วยลดริ้วรอย ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ฯลฯ ประโยชน์ดีเยี่ยมแบบนี้ แก้วนี้ก็ถือว่าต้องดื่มเลยล่ะค่ะ

เครื่องดื่มเย็นสดชื่นใจ

เสร็จเรียบร้อยและแสนง่ายมาก ๆ กับเมนูเครื่องดื่ม “น้ำเบอร์รีรวมโซดา” ซึ่งเมนูนี้บอกเลยว่าทำง่าย ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที แต่ได้ดื่มกันหลายคน สำหรับใครที่ชอบเครื่องดื่มแนวโซดาแบบนี้ แต่ไม่ชอบผลไม้ประเภทเบอร์รี ก็ลองปรับเปลี่ยนเป็นผลไม้ชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็นส้ม สับปะรด ก็สามารถเลือกสรรจัดเปลี่ยนมาให้เป็นรสแบบที่คุณชอบได้เลย

Read More
ลมหายใจ

ลมหายใจ

หลายคนอาจจะเคยคิดว่า ไม่ควรนำต้นไม้มาปลูกในบ้าน เพราะต้นไม้ส่วนใหญ่ต้องการแสงแดด และต้องการออกซิเจนในตอนกลางคืนอาจจะทำให้ต้นไม้มาแย่งอากาศเราหายใจได้ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเราเลือกต้นไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยฟอกอากาศในบ้านได้ จะช่วยให้บ้านของคุณปลอดสารพิษ เพิ่มความสดชื่น มองดูแล้วสบายตา ในครั้งนี้เราขอแนะนำ 5 ต้นไม้ที่สามารถปลูกภายในบ้านซึ่งจะช่วยฟอกอากาศและเพิ่มความสดชื่นได้มาฝากกันค่ะ ลมหายใจ

ลมหายใจ

1. เดหลี
ต้นไม้สวยๆ ต้นนี้จะช่วยกรองสารพิษอย่าง เบนซิน ไตรคลอโรเอทิลีน และฟอร์มาลดีไฮด์ในอากาศได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังผลิตความชื้นในอากาศให้เพิ่มขึ้น 5% เพื่อกำจัดเชื้อโรคในอากาศที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ พร้อมบรรเทาอาการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจทำให้นอนหลับสบายตลอดทั้งคืน ลมหายใจ

วิธีปลูกและการดูแล
ปลูกง่ายๆ โดยแยกกอจากต้นที่สมบูรณ์มาปลูกลงในกระถางที่มีดินร่วน 2 ส่วน ทราย 1 ส่วน เศษไม้ผุ 1 ส่วน และปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ในส่วนของการดูแลเพียงแค่รดน้ำให้พอชุ่มแต่อย่าแฉะทุกวัน ตั้งให้โดนแดดรำไร และอย่าลืมละลายปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกในน้ำเปล่าเพื่อรดบำรุงต้นเดือนละ 2 ครั้ง
ลมหายใจ
2. ปาล์มไผ่
ต้นไม้ต้นเล็กๆ ที่มีประสิทธิภาพในการฟอกอากาศได้ดีเยี่ยม แถมยังช่วยกำจัดสารพิษที่ปะปนอยู่ในอากาศได้อีกต่างหาก ทำให้หายใจด้วยอากาศบริสุทธิ์ทั้งในยามตื่นและยามหลับ

วิธีปลูกและการดูแล
ส่วนการปลูกก็ง่าย คือการนำหน่อที่มีราก 3 ราก มาปลูกลงในกระถางที่ดินร่วนซุย 2 ส่วน ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ทราย 1 ส่วน และเศษไม้ผุอีก 1 ส่วน แล้วดูแลรดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะเพียงวันละ 1 ครั้ง ตั้งให้อยู่ที่โดนแดดโดยตรง

3. พลูด่าง
ไม้ประดับที่นอกจากจะมีรูปร่างสวยงามคล้ายรูปหัวใจแล้ว มันยังคุณสมบัติที่น่าทึ่งอีกต่างหาก เพราะช่วยลดฝุ่นในอากาศได้ถึง 94% และเชื้อราในอากาศได้ 78% นอกจากนี้หากนำพลูด่างมาปลูกไว้ในห้องนอน ก็จะช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ นอนหลับได้อย่างสบาย ไร้อาการภูมิแพ้หรือหอบหืดรบกวน

วิธีปลูกและการดูแล
โดยนำต้นที่สมบูรณ์มาปลูกลงในดินผสมแกลบ ขุยมะพร้าว หรือเศษใบไม้ ในอัตราส่วนที่เท่ากัน หากจะปักในแจกันก็ใช้แค่น้ำสะอาดเพียงอย่างเดียวก็พอ
ลมหายใจ
4. เยอบีร่า
ต้นไม้ปลูกในห้องนอนที่นอกจากจะช่วยฟอกอากาศให้สดชื่น ยังช่วยลดสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้และหอบหืดได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้น

วิธีปลูกและการดูแล
ปลูกโดยการแยกหน่อที่มี 1 ยอด และมีราก 3 รากออกมา เล็มรากและใบออกนิดหน่อย เพื่อลดการคายน้ำ แล้วนำมาปลูกลงในดินผสมทรายและขุยมะพร้าว ระวังอย่าให้ดินกลบยอด ดูแลรดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะ และตั้งในที่ร่ม พอมีแดดรำไร
ลมหายใจ
5. วาสนา
ต้นไม้มงคลที่ช่วยฟอกอากาศในห้องนอน แถมยังช่วยดูดสารพิษอย่าง ไซลีน ฟอร์มาลดีไฮด์ โทลูอีน เบนซิน และไทรคลอโรเอทิลีน ทำให้หายใจสะดวก และส่งผลให้นอนหลับสบาย

วิธีปลูกและการดูแล
เริ่มจากผสมดินร่วน 1 ส่วน ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน และแกลบ 1 ส่วน ใส่ลงในกระถางขนาด 10-18 นิ้ว แล้วนำต้นพันธุ์ที่สมบูรณ์มาปลูก หมั่นรดน้ำทั้งเช้า – เย็น และตั้งในที่ที่มีแดดรำไร

นอกเหนือจากที่แนะนำมายังมีอีกหลายพันธุ์ไม้ที่มีคุณสมบัติคล้ายๆ กัน เช่น ลิ้นมังกร,เศรษฐีเรือนใน,ว่านหางจระเข้ เป็นต้น

เพียงลองปลูกต้นไม้ที่แนะนำมาเหล่านี้ รับรองว่าจะช่วยให้หลับสนิท เพราะต้นไม้ที่ปลูกในห้องนอนเหล่านี้ไม่ได้ช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ เพื่อปรับบรรยากาศให้เหมาะแก่การนอนหลับเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความตึงเครียดพร้อมสารพิษต่างๆ ที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ นอกจากจะปลูกไว้ตกแต่งบ้านแล้ว ยังเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับบ้านของเราอีกด้วยนะคะ

Read More
ช่วงมีประจำเดือน

ช่วงมีประจำเดือน

อาการปวดศีรษะเป็นอาการที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงจะพบความชุกของโรคปวดศีรษะไมเกรนมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า ในช่วงวัยเด็ก ผู้หญิงกับผู้ชายจะมีความชุกของอาการปวดศีรษะใกล้เคียงกัน แต่หลังจากเข้าสู่วัยเจริญพันธ์ ระบบฮอร์โมนของร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไป ผู้หญิงจะมีการผลิตฮอร์โมน “เอสโตรเจน จากรังไข่ ซึ่งฮอร์โมนนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงวัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนนี้จึงมีระดับคงที่

ช่วงมีประจำเดือน

ทำไมจึงเป็นไมเกรนช่วงที่มีประจำเดือน
ในช่วงก่อนมีประจำเดือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ ก่อนมีประจำเดือน 1-3 วันระดับเอสโตรเจนจะลดลงอย่างรวดเร็ว ในผู้ที่สมองมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ (จากพันธุกรรม) หรือผู้ที่เป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนอยู่แล้ว จะเกิดการกระตุ้นให้ทำให้ปวดศีรษะไมเกรนได้

ในช่วงก่อนหมดประจำเดือน เป็นอีกช่วงอายุที่สามารถพบอาการปวดศีรษะไมเกรนเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศได้มาก ระดับฮอร์โมนไม่คงที่ รวมทั้งอาจจะมีปัญหาเรื่องร้อนวูบวาบในเวลากลางคืน ทำให้การนอนหลับไม่ดี เกิดการกระตุ้นให้ปวดศีรษะไมเกรนได้ง่าย

ลักษณะอาการของปวดศีรษะไมเกรนช่วงที่มีประจำเดือน
อาการปวดศีรษะมักจะเกิดก่อนที่จะมีประจำเดือน 2 วัน จนถึงขณะที่มีประจำเดือนวันที่ 3 ได้ อาการปวดศีรษะมักจะเกิดรุนแรงมากกว่าและเป็นนานกว่าไมเกรนปกติ พบอาการอื่นร่วมกับอาการปวดศีรษะ เช่น คลื่นไส้, อาเจียน, มีความไวต่อ แสง-เสียง-กลิ่น เพิ่มมากขึ้น ในผู้ป่วยบางรายตอบสนองไม่ดีต่อยารักษาไมเกรนแบบเฉียบพลัน หรือมีการปวดศีรษะกลับเป็นซ้ำใหม่ได้มากกว่าปกติ

การรักษา ช่วงมีประจำเดือน
การรักษาแบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ
1 . การรักษาช่วงที่มีอาการปวดเฉียบพลัน ให้การรักษาเหมือนกับไมเกรนทั่วไป เช่น ยาทริปแทน , ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เป็นต้น แต่อาจต้องใช้ยาในขนาดที่สูงกว่าปกติ หรืออาจจำเป็นต้องทานยาหลายชนิดควบคู่กัน รวมทั้งต้องให้การรักษาที่รวดเร็วและเหมาะสม
2 . การรักษาแบบป้องกัน จะแนะนำในผู้ที่มีอาการรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดแบบเฉียบพลัน สามารถให้ยาป้องกันได้ 2 ลักษณะ คือ ให้ระยะสั้นเฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือน และ ให้ระยะยาวทานติดต่อกันทุกวัน

ยาในกลุ่มนี้ มีหลายชนิด เช่น ยาทริปแทน ที่ออกฤทธิ์ยาว, ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ , ยาคุมกำเนิด (ชนิดทาน, เจล, แปะ) ซึ่งยาแต่ละชนิดจะมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นกับปัจจัยของผู้ป่วยแต่ละคน

ยาคุมกำเนิด หรือ ยาที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นยาที่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่เป็นไมเกรนชนิดมีอาการเตือน เนื่องจากยาคุมกำเนิด สามารถเพิ่มปัจจัยเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดสมองตีบในผู้ป่วยกลุ่มนี้ รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดดำอุดตันอีกด้วย ดังนั้นในผู้ป่วยไมเกรนชนิดมีอาการเตือน หรือ ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงทางโรคหลอดเลือด ควรต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม และวิเคราะห์หาปัจจัยเสี่ยงจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนพิจารณาใช้ยาคุมกำเนิด

Read More

แตงโมเยลลี

แตงโมเยลลี
ผลไม้ที่เด็กๆ ทุกคนคุ้ยเคยเป็นอย่างดี อย่างแตงโมก็สามารถนำมาครีเอตเป็น เมนูสุดสร้างสรรค์ได้ ถูกใจเด็ก ๆ แน่นอน พร้อมหรือยังในการทำเมนูหวานๆ ให้กับทุกคน

 

ส่วนผสม

แตงโมขนาดกลาง 1 ลูก
น้ำองุ่นขาว 1 1/2 ถ้วย
ผงเยลลี 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำอุ่น 1/2 ถ้วย

 

วิธีทำ
1 . ผสมผงเยลลี่กับน้ำอุ่น คนให้ผงละลาย และทิ้งไว้รอให้เย็นขั้นตอนที่สอง
2 . นำแตงโมตัดครึ่งลูก คว้านเอาเนื้อแตงโมออกมาออกมาปั่นรวมกับน้ำองุ่นขาวที่เตรียมไว้ จากนั้นกรองไว้เฉพาะน้ำ
3 . หั่นเนื้อแตงโมส่วนที่เหลือเป็นชิ้นเล็ก ๆ เตรียมไว้ตกแต่ง
4 . ค่อย ๆ ผสมผงเยลลีกับน้ำแตงโมที่กรองแล้ว เทลงในพิมพ์ตามชอบ ตามด้วยชิ้นแตงโมที่หั่นเตรียมไว้
5 . นำไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้อย่างน้อย 6 ชั่วโมง จากนั้นก็พร้อมเสิร์ฟทันที

Read More
แมลงกัดต่อย

แมลงกัดต่อย

อุบัติเหตุอย่างหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับเด็กได้บ่อย ๆ ก็คือ ถูกแมลงมีพิษจำพวกผึ้งต่อย แตน แมลงภู่และหมาร่า กัดต่อย แมลงพวกนี้จะมีเหล็กไน เมื่อต่อยเข้าผิวหนังมันจะปล่อยน้ำพิษออกมาทำให้เกิด อาการต่าง ๆ โดยทั่วไปหลังถูกแมลงกัดต่อย ภายใน 10 – 15 นาที ผู้ป่วยจะเกิดอาการปวด บวม แดง คัน แสบร้อน หรือมีตุ่มในใสเกิดขึ้น อาการนี้อาจเป็นอยู่นานหลายชั่วโมง

อิ

ส่วนผู้ที่เป็นมากและเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง อาจมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ริมฝีปากบวม หนังตาบวม มีลมพิษขึ้นทั่วตัว คลื่นไส้อาเจียน แน่นหน้าอก หายใจหอบ และอาจเสียชีวิตได้ภายใน 15 – 30 นาที

ดังนั้นเมื่อ ถูกแมลงที่มีเหล็กไนต่อย ควรรีบเขี่ยออกทันที โดยใช้มีดหรือปลายเข็มที่สะอาดขูดออก หรืออาจใช้กระดาษสก๊อตเทปปิดทาบแล้วดึงออก เหล็กไนจะหลุดออกมาด้วย หรือจะใช้ปลายหลอดกาแฟแข็งๆ หรือปลายด้ามปากกาลูกลื่น ครอบจุดที่ถูกต่อยแล้วกดลงให้เหล็กไนโผล่ขึ้นมา จากนั้นจึงใช้คีมคีบออก แล้วใช้แอมโมเนียทาให้ทั่วเพื่อทำลายพิษที่จะเข้าสู่ร่างกาย แล้วค่อยใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นประคบ หากอาการไม่มากคือปวดและคันเพียงเล็กน้อย ให้ใช้ยาหม่องหรือครีมสเตียรอยด์ทา อาการก็จะทุเลาลง แต่ถ้ามีอาการปวดมากให้กินยาแก้ปวดบรรเทาแล้วรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

 

อาการที่เกิดขึ้นจากแมลงกัดต่อยอาจมีพิษถึงแก่ชีวิต ดังนั้นผู้ปกครองจึงควรระวังไม่ให้เด็ก ๆ เข้าไปใกล้บริเวณดังกล่าว ในกรณีเช่นนี้ การป้องกันเอาไว้ก่อนจะปลอดภัยที่สุดค่ะ

Read More
เส้นก๋วยเตี๋ยว

เส้นก๋วยเตี๋ยว

เส้นก๋วยเตี๋ยว
กลับมาอีกครั้งกับเรื่องน่ารู้ทายนิสัยในแบบที่ใช่คุณ สำหรับเรื่องนี้ขอเอาใจนักกินนักชิมทั้งหลาย มาลอง ทายนิสัยจาก เส้นก๋วยเตี๋ยว สุดโปรดของคุณกันดู แล้วจะรู้ว่า…แบบนี้แหละ ใช่ฉันเลย

 

“บะหมี่เหลือง” เธอคือสายผจญภัย
ถ้าคุณเลือกเส้นที่ทานแล้วอร่อยเพลิน ๆ กับความเหนียวนุ่มอย่างเส้น “บะหมี่เหลือง” บอกได้เลยว่า คุณเป็นหนึ่งในคนที่รักกิจกรรมท้าทายผจญภัย ชอบธรรมชาติทั้งขึ้นเขาลงห้วย น้ำตก ทะเลก็ขอให้ได้ไปสนุก ไปใช้ชีวิตแบบแอดเวนเจอร์นี่ล่ะตัวคุณเลย ความห้าวในตัวคุณทำให้คุณกลาย เป็นคนไม่ค่อยโรแมนติก ไปโดยอัตโนมัติ คนที่จะมาเป็นคู่ครองของคุณก็จะต้องมีเข้าใจในตัวคุณสูงเลยแหละ และยอมที่จะมองข้ามข้อเสียต่าง ๆ อย่างเช่นความไม่ค่อยใส่ใจคนรอบข้าง หรือแม้แต่ความเฉยชาในบางครั้งของคุณไป แต่ถึงแบบนั้น ก็ไม่ใช่ว่าคุณเป็นคนไม่น่ารักหรอกนะ เพราะคุณ เป็นคนรักจริงรักเดียวใจเดียว และรักพวกพ้อง แบบที่ว่าไปไหนไปกันตลอด ถ้าคุณมีความรักแม้คุณจะไม่ชินที่จะต้องโรแมนติกใส่ใคร ก็ลองลดระดับความห้าวแล้วเพิ่มความหวานให้คู่รักของคุณในบางโอกาสดูนะ รับรองว่าจะช่วยสร้างความประทับใจให้กับคนรักอย่างแน่นอน

 

หนักแน่น มุ่งมั่น ยกให้ “เส้นใหญ่” แบบคุณ
สายมุ่งมั่นจริงจังในชีวิตต้องยกให้กับคนที่ชอบทาน “เส้นใหญ่” เลยล่ะค่ะ คุณเป็นคนที่ ค่อนข้างจริงจังกับทุกเรื่องในชีวิต มีความมุมานะพยายามเพื่อให้สิ่งที่คุณคาดหวังสำเร็จ ไม่เคยหรอกที่จะยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เพราะคุณมองว่าหากยังไม่พยายามเต็มที่กับทุก ๆ อย่าง ก็จะพลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิต สิ่งเหล่านี้สร้างความทะเยอทะยานในตัวคุณ จนบางครั้งทำให้ไปกดดันตัวเองแบบไม่รู้ตัว กลายเป็นคนคิดมาก และเครียดได้ง่าย แต่ถึงแม้ในด้านหนึ่งของคุณจะมุ่งมั่นจริงจังแค่ไหน ในอีกด้านหนึ่งคุณก็เต็มไปด้วยความอ่อนไหวต่อความรู้สึก และคำพูดที่คนอื่นมอบให้คุณได้ง่าย ๆ เช่นกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณทำได้ก็คือการลดความวิตกกังวลลงบ้าง แล้วหันมาผ่อนคลายกับคนรอบตัวที่คุณรัก ที่เขาพร้อมจะช่วยเหลือและแก้ปัญหาไปพร้อมกันกับคุณ

 

โลกส่วนตัวสูง แสนงอนแบบนี้ใช่ “เส้นหมี่” แน่นอน
ถ้าเส้นหมี่เป็นเส้นสุดโปรดของคุณไม่ว่าจะทานเมนูไหนก็ขอเลือก “เส้นหมี่” ไว้ก่อน บอกได้เลยว่า คุณเป็นสายสันโดษพอตัว มีโลกส่วนตัวสูง ชอบมากกับการอยู่คนเดียว นอกจากนี้คุณยังเป็นพวกเด็กสายศึกษาหาความรู้ รักการค้นคว้าเป็นชีวิตจิตใจ ในมุมมองของความรัก คุณเป็นคนใส่ใจในทุกรายละเอียด และมอบความโรแมนติกให้คนรักแบบสุด ๆ ออกแนวขี้อ้อนจนคนรักต้องใจอ่อนและไปไหนไม่พ้นเพราะสิ่งที่คุณเป็นนั่นแหละ แต่แนะนำว่าคุณต้องลดอาการแสนงอนตุ๊บป่องของคุณออกไปบ้าง เป็นบ่อย ๆ ก็ดูน่าเบื่อเหมือนกันนะ

 

ชอบ “เส้นเล็ก” แน่นอนว่าคุณคือเพื่อนตัวฮา
รัก “เส้นเล็ก” เป็นชีวิตจิตใจแบบนี้ บอกเลยว่าคุณคือ สายฮาตัวจริง คุณเป็นหนึ่งในจุดเด่นของกลุ่มเพื่อนเพราะรวยด้วยเสียงหัวเราะและอารมณ์ขันแบบสุด ๆ เรียกว่าสร้างความเบิกบานใจให้คนรอบข้างได้ทุกวัน คุณเป็นแนวสายชิลล์ที่ไม่ค่อยเครียดกับปัญหาที่ต้องเผชิญ เพราะการมองโลกในแง่ดีของคุณนั่นแหละ เวลาใครมีปัญหาหรือไม่สบายใจก็จะเลือกคุณเป็นที่พึ่งอยู่เสมอ นอกจากด้านฮา ๆ ที่คุณมีแบบเต็มเปี่ยมแล้ว อีกมุมหนึ่งในตัวคุณยังแฝงไปด้วยความ เซ็กซี่แสนเจ้าชู้ มีเสน่ห์อันทรงพลังแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ใครอยู่ใกล้ก็แอบหลงรักได้ไม่ยาก แต่ต้องบอกเลยว่าถ้าใครได้เป็นแฟนของคุณก็ต้องทำข้อตกลงเรื่องเวลากันสักหน่อยเพราะคุณมักจะติดเพื่อนมากกว่าติดแฟนนั่นเอง

 

เส้น “สปาเก็ตตี้” สายดุเนี๊ยบระเบียบเป๊ะ
ใครที่ชอบทานเส้น “สปาเก็ตตี้” บอกเลยว่า คุณนั้นคือสายดุ มีความเป็นคุณครูในตัวสูงมาก คุณ รักความยุติธรรม และไม่ชอบอะไรที่มันผิดหูผิดตา แค่สายตาที่คุณมองก็ทำเอาหลาย ๆ คนถอยหนีกันได้เลย คุณไม่ชอบการเอารัดเอาเปรียบ และก็ไม่เคยเอาเปรียบใคร แฟร์มาแฟร์ไปไม่โกง นิสัยคุณเลยออกมาแบบคนตรง ๆ มีอะไรติดใจก็พูดออกมาเสมอ จนหลายคนมองว่าคุณแรงเกิน แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งเหล่านั้น คุณก็ทำแค่ความถูกต้องก็เท่านั้นเองเพราะลึก ๆ แล้วคุณน่ะ เป็นคนใจดี มีเมตตามาก ๆ แค่ไม่ชอบแสดงตัวให้ใครต้องมาชื่นชมเท่านั้นเอง แบบนี้แหละ “ดีของจริง”

 

“เส้นขนมจีน” ถ้าชอบคือทุ่มสุดตัว
ใครที่ชอบทานพวก “ขนมจีน” ต่าง ๆ นานา ว่ากันว่าคุณน่ะ เป็นคนประหยัดมาก ๆ และออกจากขี้เหนียวเล็ก ๆ คุณมีความคิดว่าการจะเลือกอะไรสักอย่างต้องเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับคุณจริง ๆ ไม่ใช่ว่าคุณงกหรอกนะ ถ้ามันดีจริงคุณก็พร้อมทุ่มไม่อั้นเหมือนกัน นั่นเพราะว่า คุณเป็นคนรอบคอบ พิจารณาอย่างไตร่ตรองก่อนจะลงมือทำอะไรสักอย่าง กับเรื่องความรัก คุณมักจะชอบลองใจคนที่คุณรักในตอนแรก และเมื่อคุณคิดว่าคนนี้แหละใช่เลย! คุณก็จะทุ่มเททั้งความรักและสิ่งของต่าง ๆ ที่เหมาะกับคนที่คุณรัก ไม่เคยมาขี้เหนียวหรือมีข้อสงสัยใด ๆ เพราะคนรักคือสิ่งที่มีค่าที่สุดอีกสิ่งหนึ่งของคุณนั่นเอง ข้อแนะนำสำหรับสายขนมจีนอย่างคุณ เมื่อรักแล้วมักแยกไม่ออกระหว่างความรักกับความหลง อย่าเผลอทุ่มเทจนมากเกินไปล่ะ เพราะเมื่อถึงเวลาที่ความรักไม่เป็นดังใจ คุณอาจเจ็บมาก ๆ ได้เหมือนกัน

 

ดูหยิ่งแต่จริง ๆ ก็มีดี แบบนี้คือเส้น “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป”
ใครที่ชอบหิวยามดึก แล้วอดใจที่จะแกะห่อ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” มาต้มกินอยู่บ่อย ๆ จนเป็นเส้นโปรดไปแล้ว แบบนี้บอกได้เลยว่า คุณน่ะมีความทะนงตัว ดูหยิ่ง ในสายตาของใครต่อใครเป็นอย่างมากเลยทีเดียว คุณเป็นคนไม่ชอบพึ่งพาคนอื่น เพราะคิดว่าคนเราจะต้องยืนได้ด้วยตัวเอง จึงทำให้หลายครั้งที่คนรอบข้างมองว่าคุณหมางเมินน้ำใจผู้อื่น แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นในอีกมุมหนึ่ง คุณเป็นสายสุนทรี รักศิลปะและดนตรี สิ่งเหล่านี้ช่วยกล่อมเกลาจิตใจคุณได้ดีทีเดียว เรียกได้ว่าคุณคือสายศิลป์ตัวจริงเลยล่ะ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับเส้นก๋วยเตี๋ยวทายนิสัยที่เรานำมาฝากกัน ชอบเส้นไหน ลองเข้าไปอ่านว่าใช่ตัวคุณหรือไม่

Read More
ผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุ ในที่นี้หมายถึงผู้ที่อยู่ในวัย 60 ปีขึ้นไป ซึ่งในปัจจุบัน เป็นปีที่จะเกษียณอายุของทางราชการ แต่ในอนาคตจะมีคนอายุ 60 ปี แต่ยังแข็งแรงทั้งสุขภาพกายสุขภาพจิต ความคิดความอ่าน การตัดสินใจยังดีอยู่ จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้สูงอายุน่าที่จะขยับไปอยู่ที่วัย 65 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปร่างกายคนเราจะเริ่มมีการเสื่อมของอวัยวะตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป ดังนั้นการดูแลรักษาสุขภาพที่ดี และถูกสุขลักษณะตั้งแต่ต้นจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรค หรือปัญหาทางสุขภาพที่มักเกิดขึ้นเมื่อย่างเข้าสู่วัยสูงอายุ

วัยสูงอายุเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ สภาพร่างกายจะเห็นได้ว่าเสื่อมลงตามอายุขัย สภาพจิตใจมีการเปลี่ยนแปลงง่าย ขี้หงุดหงิด มีความวิตกกังวล เนื่องจากการเจ็บป่วย หรือจากการเสื่อมของระบบต่างๆ ในร่างกาย

ความสำคัญของอาหารกับวัย ผู้สูงอายุ

 

ผู้สูงอายุมีความต้องการปริมาณอาหารลดลงจากวัยหนุ่มสาว แต่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และสร้างความต้านทานโรค อาหารมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของแต่ละคน ผู้ที่มีภาวะทางโภชนาการดีมีสุขภาพแข็งแรง มีการดำเนินชีวิตที่ดี ไม่เครียดจนเกินไป การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ภายในร่างกายจะเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้ไม่ค่อยแก่ ในทางตรงกันข้ามผู้ที่มีภาวะโภชนาการไม่ดี เจ็บป่วยดื่มสุรา มีน้ำหนักมากหรือน้อยเกินไป ร่างกายจะเสื่อมโทรมเร็วทำให้แก่เร็ว

สำหรับปัญหาเรื่องอาหารการกิน หรือโภชนาการในวัยนี้ มีข้อคิดอยู่ว่า ขอให้รับประทานอาหารให้ครบหมู่ และควบคุมปริมาณโดยดูจากการควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากขึ้น และในกรณีน้ำหนักเกินอยู่แล้ว ควรจะลดน้ำหนักให้ลงมาตามที่ควรเป็นด้วย เพราะโครงสร้างของท่านเสื่อมตามวัย ถ้ายังต้องแบกน้ำหนักมากๆ จะเป็นปัญหาได้

ผู้สงูอายุงมักมีการขาดอาหารได้ง่าย เนื่องจากเมื่อย่างเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะร่างกาย สังคม และเศรษฐกิจ อันอาจนำไปสู่ภาวะทุโภชนาการได้ เช่น ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว อาจจะเป็นอุปสรรคในการไปหาซื้ออาหารข้างนอก หรือแม้แต่การจะประกอบอาหารด้วยตนเอง การที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว ขาดการติดต่อกับสังคมภายนอก ก็ปล่อยปละละเลยในเรื่องอาหารการกิน จนถึงปัญหาที่ต้องใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวัง เพราะรายได้ลดลงหรือไม่มีเลย เนื่องจากต้องออกจากงานประจำที่เคยทำอยู่ ผู้สูงอายุบางรายหันเข้าหาเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือปัญหาทางจิตใจ เมื่อผู้สูงอายุดื่มสุรามาก ทำให้ร่างกายหันมาใช้พลังงานจากแอลกอฮอล์ ทำให้มีอาการเบื่ออาหาร และขาดสารอาหารอย่างอื่นที่จำเป็น ที่สำคัญเช่น วิตามินบีหนึ่ง กรดโฟลิค เป็นต้น นอกจากนั้นโรคประจำตัวเรื้อรังที่มักพบในผู้สูงอายุก็ทำให้มีอาการเบื่ออาหาร หรือทำให้ร่างกายต้องการสารอาหารมากกว่าปกติ ผู้สูงอายุจึงเป็นกลุ่มที่มีการขาดอาหารได้ง่ายกว่ากลุ่มประชากรอื่นๆ

วิธีสังเกตว่าผู้สูงอายุกำลังมีการขาดอาหารที่ซ่อนเร้นอยู่ โดยทั่วไปผู้สูงอายุมักจะแลดูผอมลง แก้มตอบ กล้ามเนื้อขมับทั้งสองข้างเล็กลง ตาลึกลง กล้ามเนื้อแขนขาก็อาจจะเล็กลงเมื่อมีอายุมากขึ้น ทำให้ดูเสมือนว่า ผู้สูงอายุอาจมีการขาดโภชนาการที่ดี ยิ่งบางรายมีน้ำหนักลดลงจะยิ่งกังวลมาก โดยธรรมชาติเมื่อเข้าสู่วัยชรา ผู้สูงอายุอาจมีน้ำหนักลดลงได้บ้างแต่ไม่ควรเกินร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัวเดิมในเวลา 6 เดือน ซึ่งเกิดจากการลดลงของเนื้อเยื่อพวกกล้ามเนื้อ กระดูก ปริมาณน้ำในร่างกายและอื่น ๆ แต่ถ้าน้ำหนักลดมากเกิน ร้อยละ 5 จากน้ำหนักเดิม เช่น น้ำหนักตัวเดิม 60 กิโลกรัม แต่ลดลงเหนือ 56 กิโลกรัม ภายในเวลา 6 เดือน มักจะมีสาเหตุที่เป็นความผิดปกติที่ควรปรึกษาแพทย์

โปรตีนคุณภาพ

ผู้สูงอายุ

ควรให้รับประทานไข่วันละ 1 ฟอง และดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว สำหรับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ควรลดน้อยลง เพราะส่วนใหญ่จะติดมันมากับเนื้อสัตว์ด้วย

อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ นม ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง จะให้สารอาหารที่เรียกว่า “โปรตีน” ผู้สูงอายุจำเป็นต้องได้รับโปรตีนให้เพียงพอเพื่อช่วยซ่อมแซ่มส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ในวันหนึ่งผู้สูงอายุควรได้รับโปรตีน 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

เนื้อปลาเป็นอาหารโปรตีนที่ผู้สูงอายุควรเลือกรับประทาน เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ย่อยง่าย ไขมันต่ำ ควรเลือกก้างออกให้หมด เนื้อปลายังมีกรดไขมันชนิดโอเมก้ -3 ที่สามารถป้องกันหลอดเลือดแข็งและโรคหัวใจได้ รวมทั้งยังมีแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุต้องการอีกด้วย

หากผู้สูงอายุต้องการรับประทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ควรสับให้ละเอียดหรือต้มให้เปื่อยเพื่อสะดวกต่อการเคี้ยว สำหรับเนื้อไก่ควรลอกหนังออก เนื่องจากหนังไก่จะมีไขมันมากเกินไป

ผู้สูงอายุควรรับประทานไข่วันละ 1 ฟอง หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ฟอง ในกรณีผู้สูงอายุที่มีปัญหาไขมันในเลือดสูง ควรเลือกรับประทานเฉพาะไข่ขาวเท่านั้น

ผู้สูงอายุควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว นมเป็นอาหารให้สารอาหารโปรตีน และเเคลเซียมสูง สำหรับผู้สูงอายุที่ดื่มนมแล้วท้องเสีย อาจเปลี่ยนเป็นนมถั่วเหลืองแทน

พืชจำพวกถั่วชนิดต่างๆ เป็นอาหารประเภทโปรตีน ช่วยซ่อมแซม และสร้างเนื้อเยื่อที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตอยู่ ซึ่งผู้สูงอายุแม้จะไม่เจริญเติบโตอีกแต่ร่างกายก็ต้องมีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่เพื่อทดแทนของเดิมที่สูญสลายไปตลอดเวลา ผู้สูงอายุต้องการสารอาหารกลุ่มนี้มากกว่าในวัยหนุ่มสาวเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว ถั่วชนิดต่างๆ เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว เป็นแหล่งอาหารโปรตีนราคาไม่แพงที่ให้คุณค่าม่แพ้เนื้อสัตว์ ทั้งยังมีกากเส้นใยทำให้ลำไส้บีบตัวดี ป้องกันเรื่องท้องผูกได้

ไขมัน

ผู้สูงอายุ

ควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน หรือน้ำมันข้าวโพด ในการปรุงอาหาร เพราะเป็นน้ำมันพืชที่มีกรดไลโนเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย สามารถควบคุมระดับไขมันในเลือด เท่ากับเป็นการช่วยลดภาวะหลอดเลือดแข็ง และโรคหัวใจขาดเลือด

ไขมันจากสัตว์ และพืช อาหารหมู่นี้ให้พลังงานแก่ร่างกายหากกินมากจะทำให้อ้วน และไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้

หลีกเลี่ยงน้ำมันพืชที่ใช้ประกอบอาหารกะทิซึ่งเป็นน้ำมันจากมะพร้าว

หลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ เช่น หนังไก่ หนังหมู ไข่แดง อาหารกลุ่มนี้จะให้ไขมันสูงมาก ซึ่งถ้ารับประทานมากเกินไปจะเป็นผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก ทำให้หลอดเลือดแข็ง และเลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญลดลง เช่น สมอง และหัวใจ

คาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล)

ผู้สูงอายุ

คนสูงอายุควรรับประทานข้าวให้ลดน้อยลง ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะ เช่น ข้าวเมื้อละ 1 จาน หรือ ปริมาณ 2 ทัพพี

ไม่ควรรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่มาก หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัดและของหวานทุกชนิด อาหารจำพวก ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน ให้สารอาหารที่เรียกว่า “คาร์โบไฮเดรท” ซึ่งให้พลังงานต่อร่างกาย หากรับประทานมากเกินไปจะสะสมเป็นไขมัน ควรเลือกรับประทานในรูปของธัญพืช เช่น ข้าวจ้าว ข้าวเหนียว ข้าวสาลี ข้าวโพด หรืออาหารแป้ง เช่น ขนมปัง บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว อาหารเหล่านี้จะมีกากใยอาหารอยู่ด้วยซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ

หากผู้สูงอายุต้องการรับประทานข้าวกล้องก็ควรหุงให้นิ่ม ข้าวกล้องนอกจากจะให้พลังงานแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคเหน็บชาได้อีกด้วย

อาหารประเภทแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เผือก มันสำปะหลัง ผู้สูงอายุควรรับประทานลดลง เนื่องจากความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อลดลง ควรรับประทานอาหารกลุ่มนี้แต่พออิ่ม ไม่มากจนเกินไป เพราะส่วนที่เกินจะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามที่ต่างๆ อันจะเป็นผลเสียต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม มีผลต่อข้อเข่า ทำให้เสื่อมเร็วขึ้นและปวดเข่าเวลาเดินในภายหลัง

เกลือแร่และวิตามิน

ผู้สูงอายุ

แร่ธาตุที่ผู้สูงอายุต้องการและมักจะขาดคือ ธาตุแคลเซียม และธาตุสังกะสี ธาตุแคลเซียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูก พบมากในนม ก้อนเต้าหู้ ผักผลไม้ เมล็ดงา กระดูกสัตว์ เช่น ปลาป่นหรือปลากระป๋อง ผู้สูงอายุจึงควรรับประทานนมบ้าง แต่ควรเป็นนมพร่องไขมันเนย เพื่อลดปริมาณไขมันที่ไม่จำเป็นออกไป ส่วนธาตุสังกะสีมีความจำเป็นต่อร่างกายหลายระบบโดยเฉพาะผิวหนัง ซึ่งมีมากในอาหารทะเล ปลา เป็นต้น

เกลือแร่เป็นสารอาหารอีกชนิดหนึ่งที่พบว่ามีการขาดในผู้สูงอายุ เกลือแร่ที่ควรให้ความสนใจมากๆ ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก จากข้อกำหนดสารอาหารสำหรับผู้สูงอายุ กำหนดให้ผู้สูงอายุ ควรได้รับแคลเซียม และฟอสฟอรัสประมาณ 800 มิลลิกรัม/วัน แต่มีการศึกษาว่าควรได้รับสูงกว่านี้ คือประมาณ 1,000-1,500 มิลลิกรัม/วัน โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน เพราะมีการดูดซึมแคลเซียมน้อยลง จึงทำให้เกิดมีปัญหาของกระดูก เนื่องจากได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ และทำให้กระดูกเปราะ พรุนและไม่แข็งแรง จึงพบว่าเมื่อประสบอุบัติเหตุ หรือหกล้มเพียงเล็กน้อย ผู้สูงอายุจะมีอาการของกระดูกหักได้ง่าย

เหล็กเป็นเกลือแร่อีกชนิดหนึ่งที่พบว่ามีการขาดในผู้สูงอายุ และทำให้เกิดโรคโลหิตจาง ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุเหนื่อยง่าย ความต้านทานโรคน้อยลง เจ็บป่วยได้ง่าย ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง เกลือแร่มีในอาหารทุกชนิด ทั้งเนื้อสัตว์ นม ไข่ ผัก ผลไม้ และธัญพืช แต่ในปริมาณมากน้อยแตกต่างกัน

วิตามินนั้นมีหลายชนิด แต่ที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาจจะขาดได้บ่อยเช่น วิตามินบีหนึ่ง วิตามินอี วิตามินดี และกรดโฟลิค ถ้าผู้สูงอายุท่านนั้นอยู่แต่ในบ้าน

วิตามินเป็นสารอาหารอีกชนิดหนึ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกายเพื่อช่วยในการเผาผลาญอาหา ที่บริโภคให้เป็นพลังงาน และสามารถนำไปใช้ในร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ เพิ่มภูมิต้านทานโรคและสร้างสารเคมีที่จำเป็นสำหรับร่างกาย วิตามินมีหลายชนิด มีหน้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งร่างกายต้องการในปริมาณที่ไม่เท่ากัน

ปัญหาการขาดวิตามินในผู้สูงอายุพบได้เสมอ เช่น การขาดวิตามินบีหนึ่ง ทำให้เกิดโรคเหน็บชา มีอาการชาตามปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า ซึ่งเกิดได้เพราะ รับประทานอาหารไม่เพียงพอ หรืออาจเกิดจากการรับประทานอาหารซ้ำๆ เป็นเวลานาน ทำให้ได้รับวิตามินบางชนิดน้อยลง วิตามินมีมากในผัก และผลไม้ ควรเลือกผักและผลไม้ที่รับประทานง่าย ให้ผู้สูงอายุได้รับประทานทุกมื้อและให้มีหลากชนิดในแต่ละวัน นอกจากได้รับวิตามินแล้ว ผักและผลไม้ยังให้ใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย ทำให้ไม่เกิดปัญหาท้องผูกในผู้สูงอายุได้อีกด้วย

ใยอาหาร

คนสูงอายุควรรับประทานอาหารที่เป็นพวกใยอาหารมากขึ้น เพื่อช่วยป้องกันการท้องผูก เชื่อกันว่าช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด และลดอุบัติการของการเกิดมะเร็งของลำไส้ใหญ่ลงได้

ใยอาหารมิได้เป็นสารอาหาร และไม่ได้ให้พลังงาน แต่ร่างกายควรได้รับทุกวัน เพราะช่วยในการขับถ่าย ซึ่งพบว่าผู้สูงอายุมักมีปัญหาท้องผูกอยู่เสมอ ใยอาหารช่วยเพิ่มปริมาณ ของอุจจาระ และอุ้มน้ำไว้ ทำให้อุจจาระไม่แข็งตัว และช่วยกระตุ้นให้เกิดการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดการขับถ่ายได้สะดวก ผู้สูงอายุจึงควรได้รับใยอาหารให้เพียงพอด้วย

ใยอาหารได้มาจากข้าวซ้อมมือ ถั่วต่างๆ ผัก และผลไม้

ปัญหาการบริโภคผัก และผลไม้ของผู้สูงอายุก็คือ ไม่สามารถเคี้ยวผักสดหรือผลไม้ที่แข็งได้ จึงควรดัดแปลงการประกอบอาหารประเภทผัก และผลไม้ ให้มีลักษณะอ่อนนุ่ม เคี้ยวได้ง่าย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถบริโภคได้สะดวกขึ้น ก็เป็นทางหนึ่ง ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับใยอาหารเพิ่มขึ้น

ผักและผลไม้

ผู้สูงอายุ

ผัก ต่างๆ ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง ผักกาดขาว ผักคะน้าผักกวางตุ้ง ฯลฯ ผักประเภทผล เช่น แตงกวา มะระ ฟักทอง แครอท ฯลฯ เป็นอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารประเภทวิตามิน และเกลือแร่ ผู้สูงอายุสามารถกินได้ไม่จำกัดแต่ควรกินหลายๆ ชนิดสลับกัน

ควรกินผักนึ่งหรือต้มสุกไม่ควรกินผักดิบเพราะย่อยยากทำให้ท้องอืดได้

ปัจจุบันพบว่าผักพื้นบ้านของไทยหลายชนิดมีคุณสมบัติเป็นพืชสมุนไพร

ผลไม้ต่างๆ ผู้สูงอายุเลือกกินได้ทุกชนิด และควรกินทุกวันอาหารในหมู่นี้จะให้สารอาหารใน สารอาหารที่เรียกว่า “วิตามิน” มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติคือควรเลือกผลไม้ที่มีเนื้อ นุ่มเคี้ยวง่าย ได้แก่ มะละกอ กล้วยสุก ส้มเขียวหวาน เป็นต้น

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และผู้ที่อ้วนมาก ไม่ควรกินผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน น้อยหน่า

น้ำดื่ม

ผู้สูงอายุ

คนสูงอายุควรรับประทานน้ำประมาณ 1 ลิตร ตลอดทั้งวัน แต่ทั้งนี้ควรจะปรับเองได้ ตามแต่ความต้องการของร่างกาย โดยให้ดูว่า ปัสสาวะมีสีเหลืองอ่อนๆ เกือบขาว แสดงว่าน้ำในร่างกายเพียงพอแล้ว

น้ำเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ให้พลังงาน แต่มีความจำเป็นแก่ร่างกายในการนำพาสารอาหารต่างๆ ไปยังอวัยวะภายในร่างกาย และทำให้ผิวพรรณสดใสและเกิดความสดชื่น น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำสะอาด บริสุทธิ์ ไตของผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพน้อยลงในการขับถ่ายของเสีย การดื่มน้ำมากๆ ช่วยให้มีน้ำ ผ่านไปที่ไตมากพอที่จะช่วยไตขับถ่ายของเสียได้ง่ายขึ้น ผู้สูงอายุจึงควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

น้ำชา และกาแฟ ผู้สูงอายุบางคนมีอาการท้องผูกหรือนอนไม่หลับหลังจากดื่มน้ำชา หรือกาแฟ ลูกหลานหรือผู้สูงอายุเองควรสังเกตอาการหลังจากดื่มชาหรือกาแฟด้วย และควรหลีกเลี่ยง ถ้าเกิดอาการเช่นนั้น

น้ำอัดลมมักทำให้เกิดแก๊สมากในกระเพาะ และทำให้มีอาการอึดอัด เกิดความไม่สบายหลังการดื่ม จึงควรหลีกเลี่ยง ในกรณีที่ไม่มีอาการดังกล่าวก็สามารถดื่มได้ แต่ไม่ควรมาก หรือบ่อยเกินไป เพราะเครื่องดื่มชนิดนี้ให้น้ำตาลเพียงอย่างเดียวทำให้อิ่ม รับประทานอาหารได้น้อยลง และทำให้อ้วนได้ ถ้าดื่มในปริมาณมาก และทุกวัน

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ วิสกี้ ฯลฯ แอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มเหล่านี้ สามารถทำลายตับได้ ดังนั้นผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากๆ จึงพบว่าเป็นโรคตับแข็ง และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการขาดสารอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ได้ แต่ถ้าดื่มเพียงเล็กน้อยก่อนอาหาร เพื่อให้เจริญอาหารย่อมทำได้

ปัญหาทุพโภชนาการ (ขาดสารอาหาร) ในผู้สูงอายุ

มีผลมาจากความเสื่อมทางด้านสรีระ โดยเฉพาะระบบการย่อย และดูดซึมอาหารของผู้สูงอายุเอง …

Read More
น้ำมัน

น้ำมัน ถูกจัดอยู่ในหมวดไขมันที่เป็นแหล่งพลังงาน และมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ถ้าทานมากไป หรือเลือกทานผิดประเภทก็ส่งผลเสียให้ร่างกายได้ โดยเฉพาะการเลือกน้ำมันให้ถูกประเภทก็สามารถทำเราห่างไกลจากโรคภัยได้ มาทำความรู้จักน้ำมัน และวิธีการเลือกใช้อย่างไรให้ดีต่อสุขภาพมากที่สุดกันดีกว่า ทำความรู้จัก ประเภทของน้ำมันกันก่อน

น้ำมันสำหรับปรุงอาหาร ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

1. น้ำมันสัตว์ เช่น น้ำมันหมู มีกรดไขมันอิ่มตัว คุณสมบัติเป็นไขได้ง่าย มีกลิ่นเหม็นหืนได้ง่าย การกินไขมันสัตว์มากๆ อาจจะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด

2. น้ำมันพืช (ยกเว้นน้ำมันมะพร้าว และน้ำมันเมล็ดปาล์ม) จะมีคุณสมบัติที่ตรงข้ามกับน้ำมันสัตว์ ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งมีองค์ประกอบทางเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าน้ำมันสัตว์

น้ำมัน

น้ำมันต่างๆ ที่นิยมปรุงอาหาร

– น้ำมันมะกอก เป็นน้ำมันพืชที่นิยมกันมากในต่างประเทศ มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง และยังเต็มไปด้วยสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

– น้ำมันถั่วเหลือง ในน้ำมันถั่วเหลืองประกอบไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็น ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ และมีกรดไขมันบางตัวที่ช่วยลดการสร้างคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด

– น้ำมันปาล์ม เป็นน้ำมันพืชที่เกิดกลิ่นหืนได้ยาก เพราะมีกรดไขมันอิ่มตัวมากกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น และยังเกิดควันได้ยากเมื่อใช้ทำอาหารที่ต้องใช้ความร้อนสูง

– น้ำมันรำข้าว น้ำมันรำข้าว เป็นน้ำมันที่ได้มาจากการสีข้าว สารอาหาร และคุณภาพที่มีไม่แตกต่างกับน้ำมันถั่วเหลืองมากนัก มีกรดไขมันที่ดีหลากหลายชนิด และยังมีวิตามินซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูง

– น้ำมันมะพร้าว มีกรดไขมันที่เปลี่ยนเป็นพลังงานได้ดี ให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายดีเป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก และเป็นไขได้ง่ายเมื่อมีอุณหภูมิต่ำ จึงไม่ค่อยนิยมนำมาปรุงอาหาร แต่จะใช้เพื่อผลิตมาการีน และสบู่

แล้วเราควรเลือกใช้น้ำมัน ในการปรุงอาหารอย่างไร

การใช้น้ำมันปรุงอาหารจะต้องคำนึงถึงความร้อนที่ใช้ประกอบอาหารเป็นหลัก เลือกให้เหมาะสมกับชนิด และประเภทของการปรุงอาหารนั้นๆ เช่น

น้ำมัน

 

การผัด

ใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อย หรือขลุกขลิกจะใช้น้ำมันชนิดใดก็ได้ เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันมะกอก

น้ำมัน

การทอด

เหมาะสำหรับอาหารที่ใช้น้ำมันมาก และใช้ความร้อนสูง เช่น ทอดไก่ ทอดปลา ทอดลูกชิ้น ฯลฯ ควรใช้น้ำมันชนิดที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันหมู และไม่ควรใช้น้ำมันเดิมทอดซ้ำเกิน 3 – 4 ครั้ง เพื่อให้ได้อาหารที่มีรสชาติดี กรอบ อร่อย

ทำน้ำสลัด

การทำน้ำสลัดประเภทต่างๆ ต้องใช้น้ำมันพืชที่ไม่แข็งตัวในอุณหภูมิต่ำ เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก ถ้าจะให้ดีแนะนำเป็นน้ำมันมะกอกแบบ Extra virgin 100% ที่สามารถทานได้สดๆ โดยไม่ต้องผ่านความร้อน เพื่อไม่ให้สูญเสียคุณค่าทางอาหาร

น้ำมัน เป็นต้นเหตุของโรคอันตรายอย่าง โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน โรคหัวใจ หรือไขมันพอกตับ ที่มีความเสี่ยงจนถึงชีวิต ถ้าหากเราเลือกใช้น้ำมันให้เหมาะสมกับการปรุงอาหาร และทานในปริมาณที่พอเหมาะ จะเป็นการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี ลดความเสี่ยงของโรคที่กล่าวมาข้างต้น และไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวค่ะ หากต้องการน้ำมันในการประกอบอาหารต่างๆ…

Read More
แสงแดด

SPF แสงแดด จัดว่าเป็นสิ่งที่ให้คุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์

แสงแดด

แพทย์โรคผิวหนังมีความเห็นว่า แสงแดด ให้โทษต่อผิวหนังมากกว่าให้คุณ ทำให้ผิวหนังไหม้เกรียม ถ้าผิวหนังโดนแดดจัดๆ นานเป็นชั่วโมง โดยเฉพาะแสงแดดในบ้านเราขณะทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ว่ายน้ำ เชียร์กีฬา หากผิวหนังโดนแดด 6-24 ชม. ผิวหนังจะบวมแดง
ปวดแสบปวดร้อน ถ้ารุนแรงมากก็จะเกิดเป็นตุ่มน้ำพองออกมา ต่อมาจะคล้ำและลอกเป็นสะเก็ด การถูกแสงแดดบ่อยๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานหลายปี จะทำให้ผิวเหี่ยวย่น ซึ่ง
เป็นสิ่งปกติอยู่แล้วเมื่ออายุมากขึ้น แต่แสงแดดจะเร่งให้เกิดเร็วขึ้น และจะเห็นได้ชัดบริ
เวณนอกร่มผ้าที่โดนแดดเป็นประจำ นอกจากนี้แสงแดดยังทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้
มักเกิดนอกร่มผ้า เช่น ใบหน้า คอ แขนขา มือ เป็นต้น แสงแดดยังทำให้ฝ้าและกระ
กำเริบมากขึ้น โดยเห็นเป็นผื่นดำเข้มขึ้นอีกด้วย

สำหรับการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากแสงแดดคือการหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนแสงแดดด้วยการ ใช้ร่ม หมวก เสื้อผ้าปกคลุม สำหรับบริเวณที่ป้องกันไม่ได้ควรใช้ยากันแดดทาทุกครั้งให้เป็นนิสัย ทุกครั้งที่จะต้องออกแดด ควรเลือกยากันแดดที่มีตัวเลขค่าป้องกันแสงแดดที่เรียกว่า SPF สูงเกิน 15 ซึ่งจะมีตัวเลขบอกไว้ที่กล่องยากันแดด เพื่อป้องกันแสงแดดได้เต็มที่

Read More