สูตรมะขามเปียกน้ำผึ้งพอกหน้า

สูตรมะขามเปียกน้ำผึ้งพอกหน้า

สูตรมะขามเปียกน้ำผึ้งพอกหน้า

สูตรมะขามเปียกน้ำผึ้งพอกหน้า

สูตรมะขามเปียก น้ำผึ้ง สูตรนี้มีสรรพคุณหลายด้านทั้งเรื่องลดการเกิดสิว ลดความมัน ลดสิวอักเสบ รอยหมองคล้ำ เพราะในมะขามเปียกมีสาร AHA วิตามินซี ที่ช่วยปรับสมดุลผิวหน้าเช่นกัน อีกทั้งในน้ำผึ้งยังเป็นสารที่ลดการก่อตัวของเชื้อโรคจึงลดการเกิดสิว ช่วยให้ผิวไม่แห้งหรืออักเสบ

วิธีทำ ให้นำเนื้อมะขามเปียกพอประมาณผสมน้ำผึ้งลงไปคนให้เข้ากันพอหนืดนำมาพอกหน้า 5-10 นาที ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะช่วยลดความมัน ขจัดเซลล์ผิวที่ตาย กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่ ทำให้หน้าใส แต่สูตรนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่ผิวหน้ามีแผล หรือมีสิวอักเสบ เพราะจะแสบผิวมาก

สูตรพอกหน้าลดความมันทุกสูตรทั้งมะนาว มะเขือเทศ มะขามต่างมี AHA (Alpha Hydroxy Acids) และ BHA (Beta Hydroxy acid) ซึ่งเป็นกรดผลไม้อย่างอ่อนที่ช่วยลดความมันบนผิวหน้า

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.pikool.com

Read More

หน้าใสด้วยมะขามและน้ำผึ้ง

หน้าใสด้วยมะขามและน้ำผึ้ง

หน้าใสด้วยมะขามและน้ำผึ้ง

สูตรพอกหน้าใสเร่งด่วน ด้วยสูตรการพอกหน้าใกล้ตัวจากธรรมชาติ การพอกหน้าหรือมาส์กหน้าเป็นหนึ่งในวิธีบำรุงดูแลผิวหน้าที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ชื่นชอบและมักจะทำกันเป็นประจำ เนื่องจากใช้เพียงแค่วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในบ้าน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และไม่ต้องเสียเวลาไปเข้าคอร์สความงามนอกบ้านอีกด้วย สิ่งที่สำคัญก็คือสูตรพอกหน้าเหล่านี้มีความปลอดภัยสูง เพราะมาจากธรรมชาติแท้ๆ

สูตรพอกหน้า ด้วยมะนาว มะขามเปียก และน้ำผึ้ง
สูตรพอกหน้า สูตรนี้จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้หลุดออก จึงทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้เนื้อมะขามเปียกปริมาณ 1 กำมือที่แยกเอาเส้นใยและเม็ดออก ผสมกับน้ำมะนาวคั้นสด 1 ช้อนชา และน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ คนส่วนผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที จึงค่อยล้างออกให้สะอาด ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.patcharapa.com

Read More
เปลี่ยนปากดำให้ชมพูได้ง่ายมาก

เปลี่ยนปากดำให้ชมพูได้ง่ายมาก

เปลี่ยนปากดำให้ชมพูได้ง่ายมาก

เปลี่ยนปากดำให้ชมพูได้ง่ายมาก

ปากดำ
สาว ๆ จำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ ทั้งที่เป็นมาตั้งแต่เกิดและที่เพิ่งเป็นในภายหลัง ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยอาจจะเกิดมาจากสาเหตุเดียวหรือหลายสาเหตุร่วมกันก็ได้ หากดูแลไม่ดีพอหรือแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ริมฝีปากก็จะยิ่งดำคล้ำลงไปมากกว่าเดิม จนบั่นทอนความงามของใบหน้าและทำให้สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง จึงทำให้เจ้าตัวต้องมองหาวิธีแก้ไขให้กลับมาสวยอีกครั้ง วันนี้เราจึงมีวิธีเด็ด ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาปากดำคล้ำให้กลับมาอมชมพูและเนียนนุ่มมาฝากกัน….แล้วคุณจะรู้ว่าปากดำ แก้ได้ไม่อยากอย่างที่คิดเลย

สาเหตุของริมฝีปากดำคล้ำ
กรรมพันธุ์ สีของริมฝีปากตามปกติแล้วจะมีตั้งแต่สีชมพู สีแดง ไปจนถึงสีคล้ำ ซึ่งเหล่านี้เป็นลักษณะเฉพาะบุคคลที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่หรือบรรพบุรุษ เช่น คนผิวคล้ำมักจะมีริมฝีปากเข้มกว่าคนผิวขาว เป็นต้น
วัยที่มากขึ้น ริมฝีปากอาจเริ่มคล้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับสีผิวของร่างกาย ซึ่งผ่านอาหาร เครื่องดื่ม ยาสีฟัน ลิปสติก แสงแดด และอื่น ๆ อีกมากมายที่ทำให้ปากดำคล้ำได้
พฤติกรรมส่วนตัว เช่น การเลียริมฝีปากบ่อย ๆ สูบบุหรี่จัด เป็นต้น
แสงแดด สาเหตุริมฝีปากคล้ำอาจเกิดมาจากแสงแดดที่ทำให้ปากดำคล้ำขึ้นคล้าย ๆ กับผิวหนังที่โดนแสงแดดอยู่บ่อย ๆ ก็ได้ แต่เราสามารถป้องกันริมฝีปากคล้ำจากสาเหตุนี้ได้โดยเลือกใช้ลิปสติกสูตรกันแดด แต่หากคุณแพ้ลิปสติกหรือแพ้อาหาร เมื่อไปเจอแสงแดดก็อาจจะยิ่งทำให้ปากดำคล้ำมากขึ้น
การแพ้ลิปสติก โดยเฉพาะอย่างยิ่งลิปสติกราคาถูกไม่ได้มาตรฐาน หรือลิปสติกที่มีคุณภาพดี ยี่ห้อดัง ก็อาจทำให้บางคนแพ้ได้เช่นกัน ซึ่งโดยมากแล้วมักจะเกิดจากการแพ้น้ำหอม สี หรือสารกันเสียที่มีอยู่ในลิปสติก
อุณหภูมิ อีกสาเหตุหนึ่งที่อาจมีผลทำให้ริมฝีปากเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ช่วงอากาศหนาวเย็น ปากของคุณอาจจะมีสีคล้ำซีด เพราะเส้นเลือดเกิดการหดตัวและมีสีดำมาคั่งค้างมากกว่าปกติ แต่ปัญหานี้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว จึงไม่ต้องเป็นกังวลมากนัก
ผู้ที่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ เช่น เลือดจาง เจ็บป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยระยะฟื้นไข้ ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้ปริมาณเลือดที่ไหลมาเลี้ยงริมฝีปากมีน้อยลง นานวันเข้าปากก็จะแสดงความไม่สมบูรณ์ออกมา จึงทำให้ปากดูซีดเซียว หรืออีกประการหนึ่ง ในกรณีผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจที่เลือดมีความเข้มข้น ก็อาจส่งผลทำให้ริมฝีปากดูคล้ำกว่าคนปกติได้
ยาบางชนิด เช่น เบาหวาน ยาขับปัสสาวะ ยารักษาเชื้อรา ยารักษาโรคภูมิแพ้ หรือยารักษาหวัด ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการแพ้ได้
ผักผลไม้บางชนิด เช่น ขิง ขึ้นฉ่าย ผักชี หอม กระเทียม และผลไม้รสเปรี้ยวจำพวกส้ม สับปะรด มะม่วง มะขาม ฯลฯ เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีสารที่ชื่อว่า โซราเลน (soralen) ที่อาจตกค้างตามริมฝีปากหลังรับประทาน ถ้าสารเหล่านี้สัมผัสกับสารอัลตราไวโอเลตในแสงแดด ก็จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำให้ริมฝีปากอักเสบและมีการกระตุ้นการสร้างเซลล์ให้สร้างเม็ดสีออกมามาก จนทำให้ริมฝีปากดำคล้ำ
วิธีแก้ปากดํา
หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้ปากดำ โดยส่วนใหญ่แล้วสาเหตุของปากดำคล้ำมักมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเราเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเลียริมฝีปากบ่อย ๆ สูบบุหรี่เป็นประจำ ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเลยจะดีกว่าค่ะ ที่สำคัญก็คือคุณต้องพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ลิปสติกแท่งที่ทำให้เกิดการแพ้ ทาลิปสติกที่มีสารกันแดดทุกครั้งก่อนออกแดด ส่วนก่อนนอนก็ให้ทาลิปบำรุงให้ชุ่มชื่น งดการใช้ยาสีฟันที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เมื่อรับประทานผักผลไม้ อาหาร หรือของหวาน ก็ควรล้างริมฝีปากตามหลังทุกครั้ง ส่วนการล้างหน้าก็ให้เน้นล้างที่ริมฝีปากไปด้วยพร้อมกับเช็ดปากให้สะอาด เป็นต้น หากสังเกตว่าแพ้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปากก็ควรหยุดใช้ทันที แล้วเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่นแทน

ดื่มน้ำสะอาดให้มาก ๆ แม้จะฟังดูง่ายเกินไป แต่มีผลจริงค่ะ เพราะการดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ โดยค่อย ๆ จิบน้ำไปเรื่อย ๆ ทีละนิดระหว่างวัน จะช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้นได้ รับรองว่าสภาพผิวและปากจะดีขึ้นอย่างแน่นอน ใครที่หน้าหมองก็จะกลับมาหน้าใส ใครที่ใต้ตาคล้ำอาการก็จะดีขึ้น และใครที่ปากดำคล้ำไม่มีชีวิตชีวาก็จะดูดีขึ้น
ไม่ควรลองผิดลองถูก ไม่ว่าจะเป็นการหาซื้อยามาทาเอง แม้จะมีการโฆษณาบนสื่อโทรทัศน์ ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่า ผลเสียอาจจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือเกิดผลเสียในระยะยาวก็เป็นได้ แต่หากคุณมีอาการไม่สบายอื่น ๆ ร่วมด้วย ก็ควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจหาสาเหตุ เมื่อพบแล้วก็จะได้ทำการรักษาในแนวทางที่ถูกต้องต่อไป
ใช้แปรงสีฟันเป็นตัวช่วย หลังจากแปรงฟันเสร็จแล้ว ให้คุณใช้แปรงสีฟันค่อย ๆ ถูไปมาแบบเบา ๆ บริเวณริมฝีปากทั้งบนและล่างเป็นประจำทุกวัน เพื่อเป็นการช่วยขจัดเซลล์เก่าที่ตายแล้วออกไป ให้เผยผิวใหม่ทำให้ปากดูอมชมพูมากขึ้น หลาย ๆ คนทำวิธีนี้ไม่ถึงเดือนก็เห็นผลถึงความแตกต่างแล้ว ส่วนสูตรเด็ดของพันทิปจะแนะนำให้แปรงไปพร้อม ๆ กับตอนแปรงฟันเลย คือแปรงฟันเสร็จแล้วก็แปรงริมฝีปากต่อทั้ง ๆ ที่ยังมียาสีฟันติดอยู่นั่นแหละ ครั้งละประมาณ 1-2 นาที โดยยาสีฟันที่ จขกท. ใช้ก็คือ ฟลูโอคารีล สูตรชาเขียว ส่วนอีกคนก็แนะนำพาโรดอนแทกซ์ เพราะใช้แปรงแล้วปากดูอมชมพูขึ้น) ไปลองใช้ลองทำกันดูนะ อ้อ…แล้วอย่าลืมทาลิปมันหรือวาสลีนตามด้วยทุกครั้งนะคะ
สครับริมฝีปาก คุณจะเลือกใช้สครับขัดปากที่มีขายอยู่ทั่วไป หรือจะเลือกใช้สครับขัดปากสูตรธรรมชาติก็ได้ โดยสูตรแรกนั้นให้คุณใช้น้ำผึ้ง น้ำตาล และวาสลีน อย่างละ ½ ช้อนชา นำมาผสมให้เข้ากันแล้วนำไปนวดวนให้ทั่วริมฝีปาก ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นให้ใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดออก สูตรนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ดำคล้ำออกไป ทำให้ปากกลับมามีสีแดงระเรื่อเนียนนุ่มอย่างทันตาเห็น ส่วนอีกสูตรให้ใช้ น้ำมะนาว น้ำนม และน้ำตาล อย่างละ ½ ช้อนชา นำมาผสมให้เข้ากันแล้วนำมาทาพร้อมกับนวดวนให้ทั่วปาก หรืออาจใช้สำลีชุบแล้วพอกทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีก็ได้ (ส่วนใครที่มีปากที่แผลควรหลีกเลี่ยงการใช้สูตรนี้ เพราะน้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด) โดยทั้งสองสูตรนี้ให้ทำแค่สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
ทินท์ทาปาก (Tint) การทาปากโดยใช้ทินท์นั้นนอกจากจะทำให้ริมฝีปากดูสุขภาพดีราวกับเลือดฝาดตอนแรกสาวแล้ว ยังดูเหมือนไม่ได้เป็นการตั้งใจทาปากมากจนเกินไป เพราะริมฝีปากจะดูชมพูหรือแดงระเรื่อดูใส ๆ แอ๊บ ๆ ไร้เดียงสา (นึกถึงอั้ม-พัชราภาขึ้นมาทันใด) ซึ่งทินท์ในท้องตลาดก็มีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ ส่วนการใช้ก็เพียงแตะเบา ๆ เพียงนิดเดียว จากรีวิวนี้เป็นยี่ห้อ Mistine Magic Secret By Aum Moisture Shine Lip and Tint ราคาประมาณ 150-170 บาท แต่ถ้าใครที่มี Tint อยู่แล้ว ก็ให้ใช้ Tint ก่อนแล้วค่อยทาลิปกลอสตามบาง ๆ เพียงเท่านี้ริมฝีปากของคุณก็จะมีสีอมชมพูแล้วล่ะ
ทินท์ทาปากส่วนการทาปากให้ได้แบบอั้ม-พัชราภา ก็ไม่ยากเลยค่ะ โดยเริ่มจากต้องลงลิปบาล์มเพื่อบำรุงริมฝีปากก่อน จากนั้นก็ซับลิปบาล์มออกเบา ๆ เพื่อไม่ให้เยิ้มจนเกินไป ในกรณีสาวคนใดที่ปากดำคล้ำแนะนำให้ทาคอนซีลเลอร์หรือบีบีครีมบาง ๆ เพื่อกลบสีปากเดิม เพื่อช่วยทำให้เห็นสีทินท์เด่นชัดขึ้น ชั้นตอนต่อมาก็ให้แบ่งริมฝีปากออกเป็น 3 ส่วน และใช้ทินท์ทาเข้าไปข้างในปาก จากนั้นหาลิปสีนู้ดป่วย ๆ มาทาทับเบลนด์สีให้กลืน (ห้ามใช้ลิปสี) จากนั้นให้ใช้ลิปกลอสหรือลิปบาล์มมาทาทับทั้งด้านบนด้านใน ^^
การทาปาก
ดินสอเขียนขอบปาก สำหรับคนที่ไม่ชอบใช้ทินท์ เพราะทำให้ปากแดงมากจนเกินไป คุณอาจใช้ดินสอเขียนขอบปากโทนสีธรรมชาติ แนะนำของ Chanel และ Bobbi Brown นำมาเขียนขอบปากเบา ๆ ให้พอเห็นสีเพียงเล็กน้อยเพื่อช่วยอำพรางขอบปากซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ปากดูคล้ำมากที่สุด แล้วจึงค่อยเติมลิปกลอสตามปกติ
ทาลิปสติก เป็นการทำให้รอยดำคล้ำดูจางลงด้วยการทาลิปสติกที่มีส่วนผสมของเอเอชเอหรือจำพวกไวเทนนิ่งเป็นประจำ แต่หลีกเลี่ยงการใช้ลิปสติกที่มีความมันวาวมาก ๆ เพราะจะเป็นตัวดูดกลืนแสงทำให้ปากดูคล้ำมากขึ้น ส่วนรูปด้านล่างเป็นวิธีการทาลิปสติกสำหรับคนปากคล้ำค่ะ โดยเริ่มจากการทาคอนซีลเลอร์หรือรองพื้นที่เข้ากับสีผิวให้ทั่วริมฝีปาก จากนั้นให้เลือกลิปสีที่ชอบนำมาทาบริเวณด้านใน แต่ถ้าอยากได้ลุคสาววัยทำงานก็ทาให้ทั่วริมฝีปาก (แต่ถ้าใครกลัวว่าการทาคอนซีลเลอร์จะทำให้ทาลิปสติกได้ยากและมองไม่เห็นขอบปาก จะเปลี่ยนไปใช้ดินสอเขียนขอบปาก เขียนก่อนทาลิปสติกก็ได้) ทาลิปบาล์ม ลิปแคร์ เป็นประจำทุกวัน ยิ่งในช่วงหน้าหนาวก็ควรจะทาบ่อยขึ้น เพราะริมฝีปากมักจะแห้งแตกและลอกเป็นขุยได้ง่าย โอกาสที่จะแพ้สารต่าง ๆ ก็ยิ่งมีมากขึ้น โดยลิปบาล์มหรือลิปแคร์ที่ดีนั้นมักจะมีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปาก เช่น วิตามินอี ลาโนลิน ว่านหางจระเข้ Dumethicone ฯลฯ มีหลายยี่ห้อเลยค่ะที่จะแนะนำให้ลอง

ลเซอร์ปากชมพู เช่น การยิงเลเซอร์แบบจำกัดเม็ดสี Q-Switched Nd : YAG Laser (Medlite C6), แสงเลเซอร์ทับทิม (Ruby Laser) โดยแสงเลเซอร์จะเข้าไปทำลายเม็ดสีผิว เวลาทำเลเซอร์แต่ละครั้งมักใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง หลังทำจะรู้สึกร้อน แต่พอป้ายยาที่แพทย์สั่งให้แล้วจะรู้สึกดีขึ้น ส่วนจำนวนครั้งในการรักษาก็ขึ้นอยู่กับความเข้มของสีผิวที่ริมฝีปาก แต่โดยเฉลี่ยแล้วจะทำประมาณ 2-3 ครั้ง ส่วนการดูแลหลังทำ คุณควรเลี่ยงการใช้ลิปสติกหรือขี้ผึ้งทุกชนิด ให้ใช้เพียงยาที่แพทย์สั่งจ่ายให้เท่านั้น นอกจากนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด ไม่รับประทานอาหารที่มีรสจัด ไม่ใช้ยาสีฟันที่มีรสเข้มหรือรสเผ็ดจัด ฯลฯ จากรูปด้านล่างเป็นการทำด้วย RM Laser เป็นรูปก่อนทำและหลังทำครั้งที่ 1 และ 2 ตามลำดับ ราคาการทำคอร์สหนึ่ง ประมาณ 5,000-10,000 บาท หลังทำครั้งแรกก็เริ่มเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงแล้ว

สักปากชมพู สามารถเลือกสีได้ตามใจชอบ หลังเลือกสีแล้วช่างสักก็จะทายาชา พร้อมกับเอา Plastic Wrap มาปิดไว้ เมื่อสักไปแล้ว ช่วงแรกสีจะยังไม่เป็นแบบที่เราต้องการ ให้รอปากปรับสภาพและผลัดเซลล์ก่อน ซึ่งบางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นเดือน ๆ ส่วนราคาการทำก็พอ ๆ กับการทำเลเซอร์ หรืออาจแพงกว่าด้วยซ้ำ

ขอบอกเลยว่า เคล็ดลับที่นำมาฝากกันในวันนี้ หากคุณนำไปปฏิบัติตามแล้ว ก็ควรทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณได้มีริมฝีปากอมชมพูเนียนนุ่มและอยู่กับคุณไปนาน ๆ นะค้ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read More

เปลี่ยนนิสัยการนอนดึกขั้นสุด!

 

เปลี่ยนนิสัยการนอนดึกขั้นสุด!

วิธีดูแลตัวเองของคนนอนดึก

หลายคนที่นอนดึกเป็นประจำอาจจะตั้งกฎกับตัวเองว่า ต่อไปนี้ฉันจะนอนให้เร็วขึ้นเพื่อสุขภาพที่ดี แต่ถ้าทำไมได้ล่ะ เราจะทำอย่างไรดี ปล่อยเลยตามเลยคงไม่ดีแน่

อันที่จริงแล้ว การนอนดึกไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน เพราะการนอนของคนเราก็ไม่ต่างอะไรกับการชาร์จแบตฯ ให้ร่างกาย (ก็แหม…โทรศัพท์ยังต้องชาร์จไฟและคนเราจะไม่ชาร์จไฟให้ร่างกายบ้างเลยเหรอ) เราเลยมีวิธีการดูแลตัวเองสั้น ๆ ง่าย ๆ สำหรับคนที่ต้องนอนดึกเป็นประจำมาฝากกัน

1. ง่วงก็นอนเลย

ทันทีที่ร่างกายรู้สึกง่วง แต่อยากจะเล่นเฟซต่อ ขอร้องว่าอย่าฝืน แนะนำว่าให้นอนเลย ที่สำคัญควรจะนอนให้ได้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน เพราะเป็นจำนวนเวลาที่ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างพอเหมาะ

2. ออกกำลังกายเล็ก ๆ เมื่อตื่น

บางคนตื่นปุ๊บหยิบมือถือมาเช็กเฟซบุ๊กก่อนเลย ใจเย็น ๆ ออกกำลังกายเบา ๆ กันก่อนไหม เหมือนวอร์มอัพร่างกายให้ตื่นตัว แต่อย่าถึงขั้นวิ่ง 100 เมตร หรือฟิตเนสจริงจัง แค่ลุกนั่งหรือวิดพื้นนิดหน่อยเป็นพอ แล้ววันนั้นทั้งวันคุณจะสดชื่นกว่าที่เคย

3. กินอาหารที่มีประโยชน์

ยิ่งนอนดึกยิ่งทำให้สมองล้า เรายิ่งต้องกินอาหารที่บำรุงสมอง อย่างอาหารที่มีโคลีน  ช่วยป้องกันความจำเสื่อม พบได้ง่ายในถั่วเหลือง ไข่แดง และเนื้อสีขาว เช่น เต้าหู้ เนื้อปลา อกไก่ และไข่ขาว ซึ่งช่วยสร้าง “เคมีสมอง” ที่จำเป็นสำหรับคนที่นอนดึก ส่วนไข่แดงมีไบโอติน  ที่ช่วยบำรุงสมอง และกาบ้า ที่ช่วยให้สมองทำงานได้ดี มีอยู่ในข้าวกล้องงอกและธัญพืช รวมถึงวิตามินบีที่ช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองให้ตื่นตัว ที่สำคัญคือดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ เพราะการนอนดึกทำให้สมองขาดน้ำ ซึ่งสมองเป็นส่วนที่้ต้องการน้ำไปหล่อเลี้ยงมากที่สุด

4. งดกาแฟ

สมมติว่างานไม่เสร็จ อย่าแก้ปัญหาด้วยการดื่มกาแฟ แต่ให้ดื่มดาร์กช็อกโกแลตหรือโกโก้แทน เพราะในโกโก้มี “ฟลาโวนอยด์”สารช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองด้ดี และไม่มีคาเฟอีน

5. กินวิตามินแก้เครียด

ยามเราอดนอนระดับฮอร์โมนจากต่อมไพเนียล จะทำงานไม่ปกติ ทำให้เกิดความเครียดแบบลึก ๆ ต่อให้เป็นคนตลกแค่ไหน แต่ร่างกายมันก็เครียด จึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินบีและวิตามินซี ถ้าตื่นเช้ามากินข้าวกล้อง กินผัก ผลไม้ ดื่มน้ำผลไม้คั้นสด ๆ ได้ทุกวันยิ่งดี

ทั้ง 5 วิธีนี้คือการดูแลตัวเองง่าย ๆ ถ้าจำเป็นต้องนอนดึกจริง ๆ ทางที่ดีคือเราควรนอนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ปลอดโรคภัย และลดความเสื่อมของร่างกายจะได้แข็งแรงไปนาน

คุณรู้หรือไม่?

น้ำตาลในเลือดสูงเพราะนอนน้อย : มหาวิทยาลัยชิคาโก และมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ได้ทำการวิจัยเรื่องเบาหวาน และพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่พักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ระดับกลูโคสเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 23% ขณะเดียวกัน ระดับอินซูลินก็ขึ้นสูงอย่างรวดเร็วถึง 48% ด้วย แต่ถ้านอนหลับอย่างเพียงพอก็จะลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้อย่างง่ายดาย

นอนน้อยเสี่ยงมะเร็งเต้านม : การวิจัยของมหาวิทยาลัย Tohoku ที่ญี่ปุ่น ได้เก็บข้อมูลจาก 24,000 คน พบว่า ผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 40-79 ปี ที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง มีโอกาส 62% ที่จะเป็นมะเร็งเต้านม ขณะที่คนที่นอนมากกว่า 9 ชั่วโมง มีความเสี่ยงน้อยกว่าถึง 28%

รู้ไหมว่า ใบบัวบก มีสรรพคุณลดภาวะการอักเสบของร่างกายจากการนอนดึก วิธีที่ดีที่สุดคือ การเคี้ยวกินทั้งใบสด ๆ หรือปั่นผสมน้ำแล้วดื่ม

ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 60 ปีที่นอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมง มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจถึง 2 เท่า

คนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน เฉลี่ยแล้ว 47% มีโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้มากกว่าคนที่นอนหลับอย่างน้อย 7 ชั่วโมง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read More